โปรดระวังติดกรอบทางความคิด

304
0
Share:

ลองสังเกตกันดูดีๆ ในหลายครั้งเราพบว่า แม้ว่าคนๆ หนึ่งจะตั้งใจทำงานเต็มที่ให้องค์กร แต่เขาอาจกลับไปสร้างปัญหาให้อีกหน่วยงานหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น หากหน่วยงานบริการหลังการขายทำงานล่าช้าหรือผิดพลาด อาจส่งผลให้ลูกค้าไม่พอใจและอาจไม่สั่งซื้อสินค้าต่อ ทำให้ฝ่ายขายขายของยากขึ้น หรือในกรณีฝ่ายขายไม่อธิบายเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจน อาจส่งผลต่อแผนกบัญชีที่ทำให้เก็บเงินไม่ได้เป็นต้น เช่นนี้เป็นต้น

 

 

อริญญา เถลิงศรี Chief Capability Officer – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าในทางบริหารนี่คือปัญหาที่เกิดจากการทำงานแบบ silos หรือการทำงานแบบแยกส่วน แยกหน้าที่ ต่างกันต่างทำ ทำเพียงเพื่อให้งานตรงหน้าของตนผ่านไปโดยไม่คำนึงถึงผลงานของส่วนรวม

ส่วนใหญ่ การแก้ปัญหานี้มักจะแก้ที่ระบบ กระบวนการ หรือด้วยการเรียกพนักงานมาเข้าอบรม แต่แล้วก็กลับมาพบปัญหาเดิมคือ เราจัดอบรมครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ปัญหาและความท้าทายในองค์กรยังคงปรากฏอยู่

จากการศึกษาและวิจัยพบว่าการที่คนเราจะปรับพฤติกรรมบางอย่างให้ยั่งยืนได้นั้นต้องเริ่มจากต้นเหตุหรือต้นตอ ที่มาของพฤติกรรม นั่นคือเรื่องของ Mindset หรือกรอบทางความคิด

Mindset เปรียบเสมือนเลนส์ที่เราใช้มองโลก เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังของทัศนคติ เป็นรากฐานสำคัญของการแสดงพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ การที่คนเราจะแสดงออกซึ่งการกระทำบางอย่างต่อบุคคลอื่น ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงานล้วนแล้วแต่สะท้อนมาจาก Mindset ที่บุคคลมีต่อกันและกันทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการที่เรา “มอง” คนอื่นๆ หรือเหตุการณ์รอบข้างอย่างไร เราเคยได้รับหรือมีประสบการณ์มาก่อนตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน และสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆ

แม้ว่าคำว่า Mindset จะยังไม่มีคำนิยามตายตัวในภาษาไทย แต่เราอาจพอสรุปได้ว่ามันคือเรื่องของความคิด กรอบความคิด วิธีคิดและความเชื่อของคนแต่ละคน ที่ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของคนผู้นั้น

“คนหลายๆ คนอาจจะเริ่มจากจุดเดียวกัน แต่จบที่คนละจุดได้เสมอ เพราะ Mindset ของแต่ละคนต่างกัน ชีวิตจึงถูกขับเคลื่อนต่างกัน Mindset คือตัวกำหนดทิศทางและอนาคตของชีวิต และมันเป็นสิ่งที่อยู่กับตัวตนของเราตลอดเวลาในทุกวินาที ไม่ว่าจะตอนตื่น ตอนนอน หรือตอนทำกิจกรรมใดๆ ชีวิตจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับ Mindset ของเรา และที่สำคัญ Mindset คนเราเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา ประสบการณ์ชีวิตจะค่อยๆ หล่อหลอมให้วิธีคิดของคนนั้นๆ เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม”

ประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องคืออยากให้เข้าใจกันว่า กรอบความคิด หรือ Mindset นี้เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นรูปภาพก็สามารถเทียบได้กับส่วนล่างของภูเขาน้ำแข็ง ด้านบนที่โผล่พ้นน้ำมาเปรียบเหมือนพฤติกรรมที่คนอื่นเห็นเราส่วนล่างที่อยู่ใต้น้ำที่เราไม่เห็นซึ่งมีขนาดใหญ่มากเปรียบเหมือนสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่เราทำไม่ว่าจะเป็น ความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ในอดีต ความมุ่งมั่น แรงจูงใจ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวที่สร้างให้เรามีวิธีคิดหรือกรอบความคิดซึ่งส่งผลให้เรามีพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด

นั่นแปลว่าเมื่อ Mindset เปลี่ยน พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนตาม ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ ในเชิงทฤษฎีตามหลักพื้นฐานด้านเชิงจิตวิทยานั้นยังกล่าวไว้ว่า บ่อยครั้งที่เมื่อคนเราประสบปัญหา การแสดงออกที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการหลอกตัวเอง (Self-Deception) คือการพยายามแก้ไขปัญหาโดยโทษแต่สิ่งภายนอก ไม่ได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากตนเองทั้งสิ้น มาจากการที่เราติดกรอบ หรือกับดักความคิดที่หยุดเราไว้ไม่ให้ลงมือทำอะไรบางอย่าง

ตัวอย่างกรอบทางความคิด

1: I am not the cause of the matter หรือฉันไม่ใช่สาเหตุหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าเราถูกถามว่า “ทำไมคุณถึงมาสาย?” เราจะตอบว่าอะไรบ้าง “รถติด ไม่มีที่จอดรถ หลงทาง” เห็นได้ชัดว่าเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น ธรรมชาติมนุษย์มักหาสาเหตุที่อยู่นอกตัวก่อน เราชี้นิ้วกล่าวโทษคนอื่นก่อน และสาเหตุที่อยู่นอกตัวมักไม่ง่ายที่จะไปเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เพราะหลายๆ อย่างเราควบคุมมันไม่ได้ แต่ถ้าเรามองและเปิดใจยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นเราจะเริ่มรู้สึกรับผิดชอบที่จะหาหนทางแก้ไขปรับปรุงมัน

2: I don’t want to change หรือลึกๆ แล้วฉันไม่ได้อยากทำหรืออยากเปลี่ยน

คนเราเวลา “ไม่อยาก” ทำอะไรสมองมักจะสั่งการให้หาเหตุผลมาสนับสนุนแล้วเราเลยเข้าใจผิดว่าเรามี “เหตุผล” จริงๆ เรากำลังหลอกตัวเอง เราหาเหตุผลมาสนับสนุน “แรงขับเคลื่อนในการตัดสินใจ”

ยกตัวอย่าง สมมติว่าเราทะเลาะกับเพื่อนคนหนึ่งและรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมากที่จะไปกล่าวขอโทษเขาหลังจากที่เราพบว่าเราเข้าใจเขาผิดถึงแม้ว่าเหตุการณ์ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้วเรายังไม่ได้เอ่ยปากขอโทษเขาสักทีถามว่าทำไมเราจึงไม่โทร เหตุผลหรือ “ข้ออ้าง” มากมายเกิดขึ้นในหัวของเรา แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยน เกิดมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้ว่าเพื่อนเราคนนี้กำลังจะจากไปด้วยโรคร้ายบางอย่าง เราอาจจะพยายามทุกวิถีทางที่จะได้พูดคุยขอโทษเขาก่อนจะไม่มีโอกาสสุดท้าย เหตุการณ์นี้บอกเราว่าคนเราเวลาจะลงมือทำหรือต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างมันต้องมีเหตุผลหรือ Why ที่ใหญ่พอ Why ในที่นี้เป็นแรงจูงใจหรือแรงขับเคลื่อน Why เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างโดยเฉพาะถ้าบางอย่างนั้นเป็นพฤติกรรมใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งแรงจูงใจด้านบวกและด้านลบต่อกรอบทางความคิดของเรา

มาถึงตรงนี้ อาจพอสรุปได้ว่าสิ่งที่มีผลต่อการลงมือทำของเราที่สำคัญและหลายครั้งเป็นส่วนที่เรามักมองข้ามคือ กรอบความคิดหรือ Mindset โดยการมองไม่เห็นปัญหาว่ามีสาเหตุมาจากตนเองส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมี Inward Mindset หรือการมองโลกผ่านเลนส์ที่มีเป้าหมายของตนเองเป็นหลัก เสมือนว่าเราอยู่ในกล่อง เมื่ออยู่ในกล่องของเรา เราก็จะมองเห็นแต่ตัวเอง ไม่เห็นคนอื่น

ในทางกลับกัน Outward Mindset คือการที่เรามองคนอื่นสำคัญไม่น้อยกว่าตนเอง เชื่อว่าเป้าหมายของคนอื่นก็สำคัญเช่นกัน เป็นการคิดแบบ ‘ออกนอกกล่อง’ นั่นแปลว่าการที่คนเรามี Outward Mindset นั้นจะทำให้ตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่า “เราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”

ปัญหาหลายๆ อย่างในองค์กรสามารถแก้ได้ด้วยการเอาตัวเองออกจากกล่องทั้งสิ้น Outward Mindset จะทำให้คนมององค์รวม เช่น ผลสำเร็จขององค์กร ผลงานของทีม ทั้งยังจะก่อให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบแทนที่จะเป็นการโทษกัน เป็นการให้มากกว่าการเอามา การเน้นผลที่เกิดขึ้นมากกว่าการได้หน้า การเกิดผลลัพธ์มากกว่าการมีแต่ปัญหา การเข้าร่วมของทุกคนมากกว่า “ของใครของมัน” การเปลี่ยนจาก “silos” มาเป็นความร่วมมือ การเปลี่ยนจากความพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่โดยไม่ปรับปรุงเป็นการสร้างให้เกิดนวัตกรรม

เช่นเดียวกัน ในเรื่องส่วนตัว คนจำนวนมากมีปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะเบาะแว้งหรือไม่พอใจคนในครอบครัว หรือที่ทำงาน กับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือลูกน้อง ซึ่งหลายครั้งเริ่มแรกอาจเกิดจากปัญหาเพียงเล็กน้อย แต่นานไปกลับสะสมความไม่พอใจจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องบานปลาย

ยกตัวอย่างกรณีพ่อบ้านโทษแม่บ้านที่ลูกเกเร เรียนไม่เก่งว่าเป็นแม่เพราะตามใจ ในขณะที่ตนเองก็ไม่เคยดูแลใกล้ชิด อ้างว่าเป็นหน้าที่ของแม่ แต่ไม่เคยหันกลับมามองพฤติกรรมตนเอง ไม่เคยโทษตัวเอง เพราะเรามองโลกด้วย Inward Mindset หรือการเอาตัวเองอยู่ในกล่อง

ข่าวดีคือ การปรับเปลี่ยน Mindset ของมนุษย์จาก Inward เป็น Outward นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ กระบวนการของ Outward Mindset จะช่วยทำให้คน “มองเห็น” และสามารถ “ปรับเปลี่ยน” พฤติกรรมทั้งที่เป็นเรื่องชีวิตส่วนตัว และวิถีการทำงานโดยคำนึงถึงเป้าหมายร่วมของตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งจะนำไปสู่การสื่อสารและการปฏิบัติต่อผู้นั้นอย่างเข้าใจ เข้าถึง รวมถึงก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริง

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU ตั้งแต่วันนี้ ที่ www.yournextu.com

เรื่อง อนสรา ทองอุไร ภาพ pixabay

Share: