เติมความฝันให้เป็นจริงกับธุรกิจจิวเวลรี่ของ ปิยนาถ งามเจริญ

81
0
Share:

เติมความฝันให้เป็นจริงกับธุรกิจจิวเวลรี่ของ ปิยนาถ งามเจริญ

คนเราทุกคนล้วนมีความฝันเล็กบ้างใหญ่บ้าง บางคนนั้นความฝันนั้นไม่เคยเข้าใกล้ความจริงเลยและจนแก่เฒ่าฝันนั้นก็ไม่เคยเป็นจริงขึ้นมา แต่บางคนโชคดีที่สามารถทำความฝันให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ เรียกว่าชีวิตเป็นไปตามโผที่วางไว้แบบเป็นขั้นเป็นตอน เช่นเดียวกับเธอคนนี้

ปิยนาถ งามเจริญ  กรรมการผู้จัดการ บริษัทเดอะไนน์ไดมอนด์ 888 จำกัด เจ้าของแบรนด์เดอะไนน์ไดมอนด์ ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้เกือบ 2 ปี หลงจากคร่ำหวอดในสายงานการบริหารการตลาดทงด้านไอทีมานานกว่า 20  ปี ในวัย  40 กว่า เธอเล่าว่าเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเกษียณจากงานประจำตอนวัย 45  ปี  เพื่อออกมาทำธุรกิจของตัวเองให้ได้ และเธอก็สามารถทำตามที่ฝันไว้ได้ตรงตามกำหนดเวลาทุกประการ

ทางด้านการศึกษานั้น เธอจบปริญญาตรีทางด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และจบปริญญาโทด้านการบริหาร จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ขณะนี้กำลังเรียนปริญญาเอกทางด้านการเมืองการปกครองที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 “คือ  4-5 ปีหลังมานี้เริ่มเติบโตในสายการบริหารแล้วเปิดบริษัทเองสองบริษัท ก็เลยอยากเรียนเรื่องการปกครองจะได้นำมาบริหารจัดการบริษัทของเราให้ดีขึ้น เพราะสายบริหารการตลาดทำมา 20  กว่าปีแล้วเลยลองเปลี่ยนสายดูบ้าง” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังจากเป็นผู้บริหารมืออาชีพทางด้านการตลาดไอทีมาตลอดเวลากว่า  20 ปี เธอก็ลาออกจากงานประจำมาเปิดบริษัททำงานอีเว้นท์และการตลาดด้านไอทีของตัวเองเมื่อ 4  ปีที่แล้ว แต่ฝันของเธอยังไม่จบ ลึกๆแล้วเธอยังอยากทำธุรกิจที่เกี่ยวกับเครื่องประดับและความสวยความงามซ่อนลึกอยู่ในจิตใจ ที่รอวันระเบิดเปิดตัวออกมา นั่นก็คือการทำเครื่องประดับเพชร เพราะคิดว่าเครื่องประดับเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้หญิงทุกคน และแน่นอนว่าเพชรคือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณผู้หญิงทุกเพศทุกวัย และแล้วเธอก็ทำฝันสุดท้ายของเธอให้สำเร็จขึ้นได้เมื่อ 1  ปีที่ผ่านมา กับการเปิดแบรนด์จิวเวลรี่เป็นของตัวเอง

ในฐานที่เป็นผู้หญิงทำงานและเข้าใจผู้หญิงด้วยกันดีว่าเพชรนั้นคือของหวานสำหรับคุณสาวๆที่ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตมีสีสันยิ่งขึ้น  แถมเพชรยังไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่สามารถเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าให้ได้ในอนาคต หรือจะเก็บไว้แล้วส่งต่อให้ลูกหลานจากรุ่นสู่ร่นได้เช่นเดียวกัน

รวมทั้งเธออยากทำแบรนด์จิวเวลรี่ที่สามารถสัมผัสจับต้องได้ในราคาที่ไม่ลำบากกระเป๋ามากไป แบบที่ทุกคนคิดว่าเพชรทำไมต้องแพง “เรามองตัวเราตอนจบใหม่ๆทำงานมา 3-4 ปีก็อยากมีเครื่องประดับเพชรบ้าง แต่เราไม่กล้าเข้าร้านเพชร เพราะบรรยากาศมันข่มเรา เข้าไปชมเฉยๆไม่ได้ ถ้าไม่ตั้งใจไปซื้อไม่กล้าเข้าไปดูเลย ก็เลยทำแบรนด์ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้จับกลุ่มคนทำงานวัย 25-35 ปี โดยราคาเฉลี่ยของเธอแหวนขนาดเพชร 5 สตางค์จะอยู่ที่ 5500 บาท จนถึง 80,000 บาทเศษๆ ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15,000-20,000 บาทคือสามารถจ่ายได้โดยกระเป๋าไม่ฉีก และไปชมสินค้าได้ทางเพจของแบรนด์ซึ่งทำการตลาดออนไลน์ควบคู่กัน หรือจะไปชมสินค้าที่ร้านก็ได้เช่นกัน” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

โดยเธอมีโชว์รูมอยู่แถวสนามบินน้ำ  นอกจากนั้นยังขายผ่านออนไลน์ รวมทั้งไปออกงานแฟร์ทั้งในและต่างประเทศ จุดเด่นในการทำตลาดของเธอก็คือราคาที่ถูกกว่าเพชรแบบเดียวกันในตลาดทั่วไปประมาณ 20%  เนื่องจากสามีของเธอทำโรงงานผลิตเครื่อง

ประดับเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องมีพ่อค้าคนกลาง เธอสั่งตรงจากโรงงานเอง ไม่ต้องผ่านตัวกลางในการจำหน่าย ทางสามีนั้นส่งให้กับร้านเพชรทั่วไปมานาน และไม่ได้มีแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งงานของทางสามีก็ยุ่งมากจนไม่มีเวลามากพอจะมาต่อยอดธุรกิจ

เธอจึงนำจุดแข็งที่สามีมีอยู่มาพัฒนาเป็นแบรนด์ของตัวเอง โดยออกแบบและผลิตใหม่หมดในสไตล์ของเธอเอง เนื่องจากชิ้นงานของสามีจะเป็นงานชิ้นใหญ่ระดับ 90,000จนถึง100,000 ขึ้นไป เป็นงานที่จับกลุ่มลูกค้าในวัย 35 ขึ้นไปขนาดเพชร 30-50 ตังค์ขึ้นไป ขณะที่งานของเธอจับกลุ่มลูกค้า วัย 35 ลงมา ขนาดเพชรของเธอจะเริ่มตั้งแต่ 10-30  ตังค์เป็นหลัก

ดังนั้นงานของเธอก็จะไม่ไปขายตลาดเดียวกับกลุ่มลูกค้าของสามี  ขณะที่งานของโรงงานสามีก็จะไม่มาอยู่ที่ร้านของเธอเช่นกัน ทำการตลาดแบ่งแยกกันชัดเจนไม่มีการทับซ้อนแย่งตลาดกันเองอย่างแน่นอน เพราะงานของสามีจะดีไซน์แบบเป็นผู้ใหญ่ๆงานชิ้นใหญ่  แต่งานของเธอจะเน้นวัยรุ่นเรียบโก้มีความเป็นผู้หญิงมากๆ งานชิ้นเล็กที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ใส่กับชุดทำงาน  ใส่กับยีนส์ โดยไม่ดูเว่อร์ หรือแปลกแยกมากเกินไป

สำหรับหลักการทำงานของเธอนั้นก็คือ มีความซื่อสัตย์และมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ คำไหนคำนั้นเช่น ถ้าบอกว่าเพรชน้ำ 98 ก็ต้อง 98 จริงไม่มีการเอาน้ำ 96 หรือ 97 เข้าไปผสม หรือไม่นำงานเก่ามาขึ้นเรือนใหม่ให้ลูกค้าๆจะต้องได้ของมือหนึ่งใหม่สดไปจริงๆ

“เราจะไม่รับซื้องานเก่าแล้วนำมาล้าง ชุบ ใหม่หรือเพชรเก่ามาขึ้นเรือนใหม่ (ยกเว้นลูกค้าเอางานของตัวเองมา)  ทั้งที่การรับซื้องานเก่ามาชุบหรือขึ้นเรือนใหม่นั้นได้กำไรดีกว่า แต่เราไม่ทำเพราะคิดว่าใครๆก็อยากได้ของใหม่ของมือหนึ่งกันทั้งนั้น  เพราะฉะนั้นอะไรที่เราไม่ชอบเราก็ไม่ทำ อยากให้ลูกค้าได้งานใหม่สดไปทุกคน รวมทั้งบริการหลังการขายได้ตลอดเวลาไม่ว่าลูกค้าจะซื้อไปกี่ปีก็ตามจะกลับมาขึ้นเรือนใหม่อย่างไรก็ยินดีให้บริการอย่างเป็นกันเองเพราะเราดูแลลูกค้าเองอย่างใกล้ชิด”

โดยแบรนด์ของเธอจะเน้นงานเพชรเป็นหลัก ไม่มีงานพลอยเลย ยกเว้นลูกค้านำพลอยมาให้ขึ้นเรือน  เนื่องจากเพชรมีหน่วยวัด มีราคาซื้อขายที่เป็นมาตรฐาน  ขณะที่พลอยดูยากไม่มีหน่วยวัดคุณภาพที่แน่ชัด เป็นเรื่องคุณค่าและความพอใจ เพชรมีความชัดเจนน้ำขาว น้ำเหลือง แต่พลอยมีสีหลากหลายทับทิมเม็ดหนึ่งมีทั้งสีอ่อนสีแก่ ความใสต่างๆวัดค่าได้ยากกว่าเพชร ถ้าไม่เชี่ยวชาญจริงเธอจึงไม่ทำ จะเลือกทำที่ถนัดมั่นใจเท่านั้น เรื่องพลอยไม่แม่นยำจริงอย่าทำดีกว่า

ส่วนเทรนด์ของธุรกิจ แม้หลายคนจะมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความฟุ่มเฟือย แต่เธอมองว่ามันไม่ใช่แค่เครื่องประดับแต่คือสินทรัพย์รูปแบบหนึ่ง แถมยังซื้อง่ายขายคล่องถ้าเทียบกับอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ โดยเฉพาะเพชรร่วงขนาด 2-3 กะรัตขึ้นไปซื้อเก็บไว้ราคาไม่ตกราคาขึ้น 10-15% ทุกปี ยิ่งเพชรที่มีใบเซอร์การันตีแล้วยิ่งขายง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเพชรเม็ดใหญ่แต่กำลังซื้อไม่ถึง ปัจจุบันก็มีการนำเพชรเม็ดเล็กหลายเม็ดมาประกบกันได้อย่างแนบเนียนให้ดูกลายเป็นเพชร2-3 กะรัตได้ โดยที่ราคาถูกลงเกินครึ่ง เช่น เพชร 2  กะรัต ราคา 4 แสนกว่า แต่ถ้านำเพชรขนาด  20-30 ตังค์มาประกบในรูปแบบต่างๆจะได้ความกว้างของหน้าเพชรเท่ากับขนาด 3 กะรัต ในราคาไม่ถึง 1 แสนบาทหรือแสนต้นๆ เพราะเทคโนโลยี่ในการผลิตตอนนี้ทันสมัยละเอียดเนียนทำให้เพชรแลดูกลมกลืนเป็นเม็ดเดียวกันถ้าไม่มองใกล้ๆก็แทบไม่รู้เลย

ดังนั้นการเป็นเจ้าของแหวนเพชรสวยๆสักวงจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ไม่ว่าลูกค้าจะมีงบประมาณแค่ไหน เธอก็สามารถดูแลได้ ให้ผู้หญิงทุกคนเป็นเจ้าของเพชรได้ เพราะเป็นคือเพื่อนที่ดีของคุณผู้หญิง

Share: