ลงทุนในหุ้น ด้วยสไตล์วอร์เรน บัฟเฟตต์

66
0
Share:

ใครที่สนใจการลงทุน คงจะไม่มีใครไม่รู้จักชายคนนี้ เรียกว่าเป็นต้นแบบของนักลงทุนเลยทีเดียว เขาคนนี้ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุน เป็นนักธุรกิจ และบริจาคเงินทรัพย์สินตัวเองให้กับมูลนิธิต่างๆด้วยจำนวนเงินมหาศาล เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกอันดับต้นๆ

 

 

“เราไม่จำเป็นต้องจ้องหุ้นตลอดเวลาเพราะไม่สนใจหุ้นปั่น หรือหุ้นตามกระแส ที่กว่าเม่าตัวน้อยๆอย่างเราจะรู้ข่าว มันก็วิ่งไปไกลแล้วพึ่งจะมาตัดสินใจซื้อ และก็ต้องคอยจับจ้องว่ามันจะลงไหม ซึ่งแบบนี้เสียสมาธิในการทำงานแน่นอน”

เขาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และซีอีโอของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งบริษัทที่เขาสร้างขึ้นมาไม่ได้เป็นบริษัทที่ผลิตอะไรมาขายหรือให้บริการ แต่จะเป็นรูปแบบไปลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่สนใจ มองว่าบริษัทนั้นจะสร้างผลกำไรในระยะยาว จากสิ่งที่เขาทำหากใครได้ศึกษาในรายละเอียด ก็เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นต้นแบบของใครหลายคนในทั่วโลก กับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เข้าไปลงทุนถือหุ้นกับบริษัท โดยมองที่มูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าราคาหุ้นที่เป็นอยู่ ต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่น่าสนใจและควรเดินรอยตามแนวคิดเขาทีเดียว

หลายคนเมื่อเข้าสู่วงการตลาดหุ้นช่วงแรกก็สับสน ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะไปแนวไหน มันเลยออกแนวมั่วๆ เม่าๆ ไปเรื่อยๆ จนต้องหยุดแล้วมาตั้งสติเริ่มต้นกันใหม่ โดยสิ่งที่ทำให้ตั้งหลักได้คือการอ่านหนังสือ หาความรู้ และทำความเข้าใจกับตลาดหุ้นว่ามันคืออะไร แนวทางที่มองเห็นคือ คือจะลงทุนระยะยาวกินปันผล หรือจะเก็งกำไรระยะสั้นเอาส่วนต่างของราคา และสิ่งที่เลือกเดินทาง เขาชอบที่จะเก็งกำไรโดยใช้ Technical analysis วิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟแท่งเทียน บางคนบอกว่าไม่มีทางรวยหรอกมัวแต่เก็งกำไรกินคำเล็กๆ และทำงานประจำจะเอาเวลาที่ไหนจ้องดูหุ้นทั้งวัน ซื้อแล้วถือยาวๆกินปันผลก็พอแล้ว

บางคนชอบทำอะไรที่มันสนุกมีความสุขกับสิ่งที่ทำเป็นตัวตั้งก่อน และการดูกราฟเพื่อการเล่นเก็งกำไร ก็มีวิธีมองหุ้นและปรับให้เข้ากับสิ่งที่เราเป็นอยู่คืองานประจำ เราไม่จำเป็นต้องจ้องหุ้นตลอดเวลาเพราะเขาไม่สนใจหุ้นปั่น หรือหุ้นตามกระแส ที่กว่าเม่าตัวน้อยๆอย่างเราจะรู้ข่าว มันก็วิ่งไปไกลแล้วพึ่งจะมาตัดสินใจซื้อ และก็ต้องคอยจับจ้องว่ามันจะลงไหม ซึ่งแบบนี้เสียสมาธิในการทำงานแน่นอน

เขาสนใจหุ้นที่เขารู้จักมันและมองว่ามีจังหวะเข้าทำกำไรกับมัน และออกเมื่อถึงเวลาที่เราได้กำไรจากแผนที่เราวางไว้ ได้กำไรน้อยบ้าง เยอะบ้าง ผิดพลาดบ้างซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่บางทีเรามองผิดไปแต่ก็ไหวตัวทันที่จะออกมา พอใจกับแนวทางที่เลือก พอใจกับกำไรที่ได้มาในแต่ละเดือน ไม่สนใจว่าต้องเข้าซื้อที่จุดต่ำสุด และไปขายที่จุดสุงสุด ขอแค่ทำกำไรในจุดที่พอใจก็พอ และสะสมมันไปเรื่อยๆ มันอาจไม่ทำให้รวยในทันที แต่มันทำให้เรียนรู้ ฝึกฝน เก็บประสบการณ์ เข้าใจตลาดว่าเป็นอย่างไร และก็ใช่ว่าจะเก็งกำไรอยู่อย่างเดียว เมื่อมีจังหวะเวลาที่สามารถเก็บหุ้นที่ถือยาวได้ ก็ซื้อเก็บไว้แยกพอร์ตชัดเจน แต่ก็ยังมีหลายๆเรื่องที่ยังไม่รู้ ก็ต้องเรียนรู้ ศึกษากันต่อไป โดยยังคงมีงานประจำเป็นเสาหลักในเรื่องของความมั่นคงในชีวิต ส่วนการลงทุนเป็นเส้นทางสร้างความมั่งคั่งให้ในอนาคต

มาย้อนดูตัวเราเองว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ต้องมองว่าจะรวยเหมือนอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่แนวทางการใช้ชีวิตตอนนี้มีอะไรที่จะทำให้อนาคตเราดีขึ้นได้บ้าง วันนี้เรายังพยายามที่จะออมเงิน ตัดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บไว้ลงทุนไหม

เชื่อไหมว่าด้วยแนวคิดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เคยอ่านมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อ่านเจาะลึกลงรายละเอียดในเรื่องของแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็ตาม แต่แนวคิดมุมมองต่างๆบางอย่างของเขา ก็นำมาปฏิบัติตามและเป็นสิ่งเตือนใจได้ดี ในเรื่องของการใช้ชีวิตที่พอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย อวดรวย ซึ่งระดับนี้ทำอะไรก็คงไม่มีใครว่าอะไร เขายังคงอยู่บ้านหลังเดิม ไม่ได้ใหญ่โตมีบ้านเป็นสิบๆหลัง ยังขับรถเองไม่ได้มีคนขับรถ รถที่ใช้ก็ไม่ได้ราคาแพงที่สุด และไม่ใช้จ่ายอะไรที่ฟุ่มเฟือย เอาเงินที่จะเสียจากตรงนั้น มาลงทุนให้มันงอกเงยดีกว่า

แล้วลองมาย้อนดูตัวเราเองว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ไม่ต้องมองว่าจะรวยเหมือนอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่แนวทางการใช้ชีวิตตอนนี้มีอะไรที่จะทำให้อนาคตเราดีขึ้นได้บ้าง

วันนี้เรายังพยายามที่จะออมเงิน ตัดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บไว้ลงทุนไหม มีเป้าหมายทางการเงินของตัวเองแล้วหรือยัง

ทั้งหมดอยู่ที่ตัวคุณเอง ที่จะพัฒนาเพื่อตัวเอง ถ้าสนใจที่จะลงทุนในหุ้นก็ต้องศึกษาและเข้าใจ อ่านหนังสือหาความรู้ แนวคิดของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมันก็เป็นแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี

ชีวิตมนุษย์เงินเดือน ทำงานประจำอย่างพวกเราหลายคนมองว่าได้เงินเดือนมาแต่ละเดือนก็ใช้หมดแล้ว ถ้าหากคิดแบบนั้นเราก็จะเป็นอยู่แบบนั้น หากคิดว่าเราจะทำเงินเดือนของเราให้มันงอกเงย แบ่งไปสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น ถ้าคุณเชื่อว่าตัวคุณทำได้ มันก็สามารถทำได้ ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราลงมือทำมันให้สำเร็จ

เรื่อง:อนุสรา ทองอุไร / ภาพ: Pixabay

Share: