ปลดล็อคศักยภาพสร้างความสำเร็จให้องค์กรด้วยการมองคนให้เป็นคน

50
0
Share:

ปลดล็อคศักยภาพสร้างความสำเร็จให้องค์กรด้วยการมองคนให้เป็นคน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการที่องค์กรมีกลยุทธ์ที่ดี มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีเงินทุนมหาศาล และมีคนเก่งมากมายขนาดไหนก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าองค์กรจะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามคนก็ยังถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าองค์กรจะเดินหน้าหรือถอยหลัง

อริญญา เถลิงศรี Managing Director – SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน บอกว่าหลากหลายองค์กรจึงมุ่งเน้นหาทางออกด้วยการพึ่งคอร์สอบรมหรือหลักสูตรเพื่อการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพนักงานซึ่งลงทุนไปแต่ละครั้งไม่ใช่น้อย แต่หลายครั้งที่พบว่าผลลัพธ์ที่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลง คำถามคือ แล้วอะไรทำให้เกิดความแตกต่าง อะไรทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ช่วยสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนให้องค์กรได้

ดร. เทอร์รี่ วอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้งและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสถาบันอาร์บิงเจอร์ ผู้นำการสร้างและการเปลี่ยนแปลงองค์กรระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ได้เคยถ่ายทอดมุมมองที่น่าสนใจและถือเป็นเคล็ดลับที่จะช่วยปลดล็อคศักยภาพ สร้างความสำเร็จให้องค์กรด้วยวิธีการมองคนให้เป็นคน เขาได้กล่าวว่าสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การอบรมหรือเทรนนิ่งโดยทั่วๆไปที่ปฏิบัติกันมาไม่สามารถนำมาซึ่งผลที่ต้องการได้นั้นก็เพราะการพัฒนาในรูปแบบดังกล่าวอาจสร้างได้เพียง“ความตระหนัก ความรู้และทักษะ” เท่านั้น แปลว่า ตราบใดที่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์ที่เกิด (หรือไม่เกิด) ก็จะไม่เป็นตามที่คาดหวัง และไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมายได้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องของ Mindset

ในภาษาไทย หลายคนให้ความหมายและคำจำกัดความของ Mindset ต่างกัน แต่ Mindset ของสถาบันอาร์บิงเจอร์ นั้นเปรียบเสมือนเลนส์ที่เราใช้มองโลกผ่านความเชื่อ ความรู้และประสบการณ์ เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังของทัศนคติเป็นรากฐานสำคัญของการแสดงพฤติกรรมทั้งหมดทั้งในการให้ความหมายและสนองตอบต่อพฤติกรรมของคนรอบข้างและสถานการณ์รอบตัว

“การที่คนเราจะแสดงออกซึ่งการกระทำบางอย่างต่อบุคคลอื่น ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงานล้วนแล้วแต่สะท้อนมาจาก Mindset ที่บุคคลมีต่อกันและกันทั้งสิ้น เป็นเรื่องของการที่เรา “มอง” คนอื่นๆ หรือเหตุการณ์รอบข้างอย่างไร เราเคยได้รับหรือมีประสบการณ์มาก่อนตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน และสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆ” ดร. เทอร์รี่ กล่าว

Mindset สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท Inward Mindset คือการมองโลกผ่านเลนส์ที่มีเป้าหมายของตนเองเป็นหลัก ทำให้มองคนอื่นด้อยกว่า มองคนเทียบเท่ากับวัตถุ ซึ่งอาจเป็นในรูปของเครื่องมือที่อาจช่วยให้ตัวท่านเองประสบความสำเร็จดังที่ต้องการ หรือในทางตรงกันข้ามเป็นสิ่งกีดขวางไม่ให้ท่านบรรลุเป้าหมาย รวมถึงการมองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายว่าเป็นวัตถุไร้ตัวตน

ในทางกลับกัน Outward Mindset คือการที่เรามองคนอื่นสำคัญไม่น้อยกว่าตนเอง เชื่อว่าเป้าหมายของคนอื่นก็สำคัญเช่นกัน  แปลว่าเรากำลังมองคนเป็นคน นั่นเอง

ในภาพของการเป็นผู้นำองค์กร การที่ผู้นำมี Inward Mindset ผู้นำจะควบคุมการทำงานทุกอย่างด้วยตัวเองผ่านการสั่งการแบบมุ่งหวังให้ผลลัพธ์ที่เกิดเป็นไปตามเป้าหมายที่ตนเองต้องการ ผู้นำแบบนี้ไม่ได้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนในทีม ไม่เปิดโอกาสให้พนักงานทำงานนอกกรอบด้วยกลัวจะไม่ตรงตามเป้า พนักงานก็จะเพียงแค่ทำงานตามสั่งไปวันๆ ทำงานเพื่อให้ตรงตาม KPI ที่ถูกกำหนดไว้แต่แรก ผลที่ตามมาก็คือจะเป็นการปิดกั้นศักยภาพการทำงานและความสามารถของคนในองค์กร บ่อนทำลายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ก่อให้เกิดการทำงานแบบไซโล (silo) เกิดความแตกแยกและขัดแย้งได้ง่าย และที่สำคัญคือไม่สร้างให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในองค์กร

ปัญหาน่ากลัวกว่าก็คือ ในหลายๆ ครั้งที่เกิดปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นในองค์กร คนที่เป็นผู้นำนั้นไม่ได้รู้ตัวว่าตนเองเป็นต้นเหตุของปัญหาแต่กลับไปโทษคนอื่น ไม่ได้รู้ตัวว่าตนเองกำลังมองคนอื่นเป็นแค่วัตถุไม่ใช่คน ทั้งนี้ก็เพราะในเชิงทฤษฎีตามหลักพื้นฐานด้านจิตวิทยา บ่อยครั้งที่เมื่อคนเราประสบปัญหา การแสดงออกของเราที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการหลอกตัวเอง (Self-Deception) คือการพยายามแก้ไขปัญหาโดยโทษแต่สิ่งภายนอก ไม่ได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากตนเองทั้งสิ้น

ดร. เทอร์รี่ยังกล่าวไว้อีกว่าการปรับเปลี่ยน Mindset ของมนุษย์จาก Inward เป็น Outward นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ โดยในความเป็นจริง ตามทฤษฎีนั้นเชื่อว่ามนุษย์เราโดยพื้นฐานเกิดมาด้วย Outward Mindset อยู่แล้วเพราะเราเป็นสัตว์สังคมที่ชอบสร้างความสัมพันธ์ แต่เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้มนุษย์เราเลือกที่จะทรยศต่อ Outward Mindset โดยพื้นฐานนั้นมาเป็น Inward Mindset

ทั้งนี้การเปลี่ยนจาก Inward Mindset มาเป็น Outward Mindset นั้นเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ได้พยายามไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่สอนให้เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเองก่อน เป็นการพยายามดึงเอาตัวเองออกจากกล่องที่ปิดกั้นไม่ให้เรามองเห็นความสำคัญของผู้อื่น เพราะหากเราอยู่แต่ในกล่อง เราก็จะไม่มีทางรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในกล่องนั่นเอง

สุดท้ายแล้ว เมื่อ Mindset เป็นตัวที่ควบคุมความประพฤติ การแสดงออกของคนเรา ความพยายามในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยที่ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องการปรับ Mindset จึงอาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง หรืออาจไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ดังนั้น หากองค์กรมีแต่คนที่มี Outward Mindset ที่สามารถปรับมุมคิดให้มองเห็นความสำคัญของคนอื่นๆ ทุกคนมอง‘คน’ เป็น ‘คน’ โดยเข้าใจเป้าหมายของทุกฝ่าย และยินดีให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตั้งแต่ระดับผู้นำไปจนถึงระดับปฏิบัติงานและพนักงานทั่วไป ศักยภาพของคนในองค์กรก็จะถูกปลดล็อค ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและนำพาให้องค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้แล้วกับ SEAC พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ YourNextU โมเดลการเรียนรู้แบบ Blended Learning ที่ให้คุณเรียนรู้ในรูปแบบไม่มีลิมิต (Unlimited) ตั้งแต่วันนี้ ที่ www.yournextu.com

Share: